ความจริงแล้ว ผู้เขียนเองก็ไม่ใช่คนที่เชื่อเรื่องกฏแห่งกรรมอย่างเต็มหัวใจซักเท่าไหร่มาก่อน แถมยังเป็นคนที่มีความคิดที่โน้มเอียงไปทางวัตถุนิยม และเป็นผู้ที่ชื่นชมแนวคิดเชิงวิทยาศาสตร์อย่างมาก ว่าเป็นแนวคิดที่เป็นเหตุเป็นผล และพิสูจน์ได้ด้วยเครื่องมือวิทยาศาสตร์ ถ้าอะไรพิสูจน์ไม่ได้หรือเราไม่มีปัญญาพิสูจน์ ก็มักจะโน้มเอียงไปทางด้านไม่เชื่อ ซึ่งถ้าหากมองโดยผิวเผินแล้วเหมือนคนมีปัญญามีเหตุผลและหลักการ แต่แท้ที่จริงแล้วเมื่อได้ย้อนกลับมามองตัวเองกลับพบว่าเป็นความโง่ที่แนบเนียนที่สุด
แต่ต้องถือว่าบุญเก่ายังมีอยู่ เลยทำให้ได้มีโอกาสได้เข้ามาสู่ทางธรรมโดยบังเอิญ เริ่มจากการที่ได้มาฝึกสมาธิด้วยความคาดหวังว่าจะช่วยให้สามารถมีความจำดีขึ้น และฉลาดขึ้น ในการเริ่มต้นในครั้งนั้นกลับทำให้เราได้ประจักษ์ต่อคำสอนของพระพุทธเจ้าว่าเป็นสิ่งที่เป็นความจริงโดยแท้ และพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง ไม่ใช่ด้วยเครื่องมือวิทยาศาสตร์ใดๆ เริ่มต้นที่จะเข้าใจทีละเรื่องๆ ตั้งแต่เริ่มเข้าใจว่าทำไมพระพุทธองค์จึงทรงสอนให้พวกเราปฏิบัติ ทาน ศีล และ ภาวนา
เคยคิดมาก่อนว่า การที่พระพุทธศาสนาสอนให้มี ทาน นั้นเป็นอุบายเพื่อให้คนได้บริจาคเพื่อให้ศาสนาดำรงอยู่ ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วก็คงจะขัดสนและไม่สามารถดูแลรักษาสมบัติของศาสนาไว้ได้ ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้น ยังคิดไปในทางอกุศลว่า คำสอนให้คนทำทานนั้นเป็นคำสอนที่ถูกกล่าวอ้างในภายหลัง ไม่ใช่สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนกันจริงๆ แต่เป็นพระสงฆ์ในยุคหลังๆตั้งขึ้นมาเพื่อประโยชน์ของตน ซึ่งในภายหลังเมื่อผู้เขียนได้พบความจริงเกี่ยวกับอานิสงของการให้ทาน แล้วจึงรู้สึกละอายแก่ใจมากว่า ตนเองช่างเป็นคนที่โง่เขลาที่สุด และเป็นมโนกรรมที่ได้ประมาทในคำสอนของพระพุทธองค์อย่างที่สุด
การให้ทานนั้น เป็นจุดเริ่มต้นของการสะสมบุญบารมี เป็นบุญที่สร้างง่ายกว่าบุญอื่นๆ เป็นจุดเริ่มของความกล้าที่จะสละสิ่งที่ตนรักออกไป ถ้าหากว่าใจยังไม่พร้อมที่จะเป็นผู้สละ ย่อมเป็นการยากที่จะก้าวไปสู่ความสุขในระดับที่ละเอียดขึ้นไปได้ คนที่ไม่กล้าสละย่อมเป็นคนที่ติดอยู่เพียงแค่ระดับความสุขแบบหยาบๆ เป็นความสุขแบบเดียวกับที่เราเรียกว่าบ้าหอบฟาง หรือปู่โสมเฝ้าทรัพย์ และถ้าหากใจของตนนอกจากไม่ยอมเสียสละแล้วยังเปลี่ยนไปเป็นความละโมบโลภมากแล้ว ก็ยิ่งเป็นการผลักดันให้ต้องสร้างเหตุแห่งทุกข์ขึ้นมาอย่างไม่รู้จักพอ คนเช่นนี้ถึงจะมีมากแค่ใหนก็จะไม่สามารถมีความสุขได้
สำหรับเรื่องศีลนั้น ผู้เขียนเคยเห็นว่าศาสนาแต่ละศาสนานั้นมีข้อปฏิบัติเรื่องศีล เพื่อให้เป็นกฏไว้สำหรับขู่ไม่ให้คนกล้าทำผิด และผลลัพธ์ของการรักษาศีลนั้นก็จะมีผลทำให้คนในสังคมอยู่ด้วยกันด้วยความผาสุก นรกหรือสวรรค์ เป็นเพียงคำขู่เพื่อไม่ให้คนกล้าทำผิด เหมือนกับเวลาที่เราใช้ผีในการขู่เด็กให้นอนหลับว่า ให้นอนหลับตาลงไปนะไม่งั๊นผีจะมาควักลูกตาออกนะ อะไรทำนองนี้ แต่ว่าก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมศาสนาพุทธจึงกำหนดศีลเพียงแค่ 5 ข้อสำหรับฆารวาส แล้วทำไมต้องมี ศีล 8 สำหรับชี มี 10 ข้อสำหรับสามเณร และมี 227 ข้อสำหรับพระ เพราะแค่ 5 ข้อนี้ก็น่าจะพอแล้ว ถ้าสังคมใหนทุกๆคนมีศีลห้าสังคมนั้นก็ไม่ต้องมีคุกไว้ขังคนชั่วแล้ว
และเมื่อดูในคำแปลของศีลทั้งห้าข้อแล้ว ก็ดูเหมือนว่ามันง่ายๆ
ศีลข้อแรก ปาณาติปาตาเวรมณีสิขาปทังสมาทิยามิ ผู้เขียนก็แปลว่า ห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ซึ่งมันสุดจะง่ายที่จะปฏิบัติ เราไม่ได้เป็นคนใจโหดเหี้ยมอะไรคงไม่ฆ่าคนอยู่แล้ว วันๆก็ไม่เคยจะฆ่าสัตว์อะไรเลย พวกเนื้อสัตว์ที่เราเอามาปรุงอาหารก็ไปซื้อที่ตายแล้วมาจากตลาดเช่น หมู ไก่ เป็ดต่างๆ ส่วนพวกปลา ปลาเราก็ให้คนขายเค๊าทำให้ เราก็มีหน้าที่ชี้เอาว่าจะเอาตัวใหน พวกกุ้ง หรือปู หรือสัตว์น้ำอื่นๆ ที่ไม่มีเลือดแดงๆ พวกนี้เกิดมาเพื่อเป็นอาหารของมนุษย์อยู่แล้ว เวลาที่เราเอามาทำอาหารก็ไม่เห็นว่ามันจะทุรนทุรายเท่าไหร่ ไม่น่าจะทำให้เราผิดศีลได้ เพราะถ้าหากศีลมีไว้เพื่อให้คนอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุขแล้วล่ะก็ เพียงปฏิบัติแค่นี้ก็คงจะพอ
ถือว่าเป็นการเข้าใจเรื่องศีลข้อปาณาฯ ที่โง่ที่สุด เพราะในภายหลังผู้เขียนพบว่าศีลข้อนี้มันละเอียดกว่าคำว่า ห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิต แต่มันหมายถึง ห้ามฆ่า ห้ามเบียดเบียน ห้ามทำร้าย สัตว์ทุกประเภทไม่เว้นแม้สัตว์ตัวเล็กๆ ต้องไม่เจตนาลงมือด้วยตนเอง หรือให้ผู้อื่นฆ่าให้ ซึ่งถ้าต้องปฏิบัติกันขนาดนี้ ก็พบว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะในชีวิตประจำวันของเราทุกคน มักต้องเผชิญกับโอกาสที่จะต้องฆ่าหรือเบียดเบียนสัตว์เล็กๆน้อยอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น ยุง ปลวก แมลงต่างๆ ศีลข้อนี้จึงเป็นข้อที่ทำได้ยาก และถ้าหากเราได้ผิดศีลข้อนี้แล้ว มันจะเป็นกรรมที่เราต้องชดใช้ทุกชีวิตที่เราได้เบียดเบียนไปอย่างไม่ต้องสงสัย
ศีลข้อที่ 2 อทินาทานา เวรมณี ฯ ห้ามขโมยของคนอื่น อันนี้ก็ดูเหมือนไม่ยากเย็นอะไรถ้ามองเพียงแค่ด้านเดียว แท้ที่จริงแล้วศีลข้อนี้ มันหมายความรวมไปจนถึงว่า นอกจากไม่ไปขโมยของคนอื่นแล้ว การที่ของที่ไม่ใช่ของเราก็ต้องไม่ไปเอามา เช่น เห็นของมีค่าของคนอื่นหล่นอยู่แล้วเราเก็บได้ หากเราเอามาเป็นของตนเองก็ถือว่าผิดศีล เพราะของเหล่านั้นเป็นของที่เจ้าของเค๊าหวงแหนเราจึงไม่ควรไปเอามาเป็นของตนเอง
ศีลข้อที่ 3 กาเมสุมิสฉา ฯ อันนี้ก็ไม่น่าจะทำผิดกันได้ง่ายๆ การที่เราจะเป็นชู้กับใครนั้น มันเป็นเรื่องที่คนทั่วๆไปไม่น่าจะพลาดพลั้งได้ แต่รู้หรือไม่ว่า ทุกวันนี้กลับเป็นศีลข้อที่มีคนทำผิดมากมาย และหลายๆคนก็กระทำผิดอย่างเปิดเผย หาได้รู้สึกละอายแต่อย่างไรไม่ หลายคนมีความละอายและอยากจะสลัดออกจากบาปกรรมนี้ แต่แรงดึงดูดของกิเลสกามนี้มีพลังมหาศาล ย่อมดึงดูดให้คนเหล่านั้นยากที่จะหลุดพ้นได้ จำเป็นต้องก้มหน้าเกลือกกลั้วอยู่กับความผิดนี้อย่างไร้เรี่ยวแรงต่อต้าน
หากการที่ต้องทำผิดศีลข้อนี้ อันเกิดมาแต่การที่มีกรรมต่อกันมาในชาติภพเก่า ยิ่งเป็นสิ่งที่ยากต่อการดิ้นรนหลีกหนี ผู้ที่มีจิตใจที่เข้มแข็งมั่นคงเท่านั้น จึงจะสามารถพากายและใจของตนให้รอดพ้นต่อบ่วงมารนี้ได้
ศีลข้อที่ 4 มุสาวาทา ฯ หลายคนเข้าใจว่าหมายถึงเพียงแค่การห้ามพูดโกหก แต่จริงๆแล้วคือการไม่โกหก ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไม่พูดส่อเสียด เป็นศีลที่ทำผิดกันมากที่สุด และส่วนใหญ่ทำผิดเป็นประจำ ตั้งแต่การโกหกเรื่องเล็กๆน้อยๆ โดยเฉพาะการมีเครื่องโทรศัพท์มือถือนี้ ทำให้คนสามารถโหกห ได้โดยแนบเนียนมากขึ้นและบ่อยขึ้น เช่นเวลานัดหมาย หลายคนที่ชอบผิดนัดเป็นประจำมักจะโทร บอกอีกฝ่ายหนึ่งว่า เดี๋ยวใกล้จะถึงแล้ว ทั้งที่จริงๆยังไม่ได้ออกจากบ้านเลย
หลายคนเชื่อว่าการโกหกเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายหนึ่งเสียใจนั้นทำได้โดยไม่บาป
โกหกก็คือโกหก จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ไม่ว่าจะด้วยเจตนาดีหรือร้ายก็ตามเป็นบาปทั้งนั้น ส่วนการพูดจาเพ้อเจ้อ ส่อเสียด ประชดประชันนั้น ยิ่งผิดกันเป็นประจำ วันหนึ่งๆเผลอทำผิดไปหลายครั้ง ดังนั้นการที่เราจะรักษาศีลข้อนี้ให้ได้จริงๆนั้น ต้องใช้สติและปัญญาพอสมควร
ศีลข้อ 5 สุราเมฯ อันนี้หลายๆคนที่ไม่เคยดื่มเหล้า รือยาเสพติดใดๆ คงมองว่าเป็นเรื่องไม่ยากเลย แต่สำหรับคนที่ชอบ หรือคนที่ต้องแวดล้อมไปด้วยสังคมที่ต้องเสพสิ่งเหล่านี้ ย่อมทราบดีว่ามันยากแค่ใหนในการที่จะหลีกหนีมันได้ หลายคนถูกเพื่อนฝูงถากถางว่าอ่อนหัด บางคนบอกว่าถ้าไม่ดื่มเหล้าแล้วเข้าสังคมยาก สารพัดเหตุผลที่จะมาชักนำให้ทำผิด
และยิ่งกว่านั้น คนที่พยายามที่จะดื่ม ทั้งๆที่ไม่ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมบีบบังคับแต่อย่างใด นั่นเป็นเพราะมีของเก่าที่สะสมมาหลายภพหลายชาติ อันนี้แก้ไขยากที่สุด
การภาวนา ถ้าจะแปลกันตรงๆก็คือการที่ทำให้เกิดทำให้มีขึ้น ฟังแล้วก็ไม่ข้าใจว่าคืออะไรกันแ บางคนคิดว่าการภาวนาก็คือการอธิษฐาน เช่นการกล่าวขอภาวนาให้คุณพระศรีรัตนตรัยจงคุ้มครอง ก็ยิ่งทำให้คนสับสนมากว่าคืออะไรกันแน่
การภาวนาในความหมายนี้ คือการปฏิบัติเพื่อขัดเกลาจิตใจของตนเอง ให้เกิดความเจริญงอกงาม ซึ่งประกอบด้วยการเจริญสติ สมาธิ ปฏิบัติวิปัสนากรรมฐาน อันเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้คนเราหยั่งลงไปในจิตของตน เพื่อค้นคว้าหาอุปสรรคที่หุ้มห่อจิตใจให้เศร้าหมองมีมลทิน และหาทางแก้ไข
การภาวนานี้ เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นโดยภายนอก เป็นสิ่งที่จะให้ใครมารับรองใครไม่ได้ ตัวของเราเองเป็นผู้รับรองใจของเราเอง ว่ามัวหมองหรือผ่องใส มืดหรือสว่าง เบาหรือหนักอึ้ง และไม่มีใครช่วยเราได้นอกจากเราเอง
คำสอนของพระพุทธองค์ เพียงแค่เป็นเครื่องชี้นำเรา เราเป็นผู้ปฏิบัติ และคำสอนก็มีมากมายแตกฉานออกไป แต่เราเป็นผู้เลือกแนวทางที่เหมาะสมอันตรงกับจริตของตนเอง การภาวนานั้นจึงไม่มีผิดหรือถูก มีแต่ว่าเหมาะหรือไม่เหมาะกับเราเอง
การภาวนา เป็นสิ่งที่ยาก ยากตั้งแต่เริ่มจะปฏิบัติ หลายคนไม่สามารถเข้าใจได้ว่าทำไมตนเองต้องมาภาวนา ในเมื่อชีวิตนี้ก็เป็นสุขแล้ว
หลายคนไม่ภาวนา เพราะคิดว่าตนเองมีทุกข์อยู่และยังไม่พ้นทุกข์นั้น ยังไม่มีเวลามาภาวนา
บางคนไม่อยากปฏิบัติสมาธิภาวนา เพราะว่าจิตไม่สงบ
ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ใครปฏิบัติภาวนา เพราะเป็นนามธรรมที่จับต้องได้ยาก และหากไม่ทำสังคมก็ไม่ได้มากล่าวโทษ ไม่เหมือนศีล ถ้าทำผิดก็จะถูกลงโทษ
นับว่ายังเป็นโชคของผู้เขียนที่ได้มีโอกาส เข้ามาศึกษาธรรมะ และได้พบกับครูบาอาจารย์ ที่คอยแนะนำ อบรม สั่งสอน จนกระทั่งผู้เขียนเริ่มเข้าในว่า ทาน ศีล ภาวนา นั้นเป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกัน
ทานแค่ใหน ศีลก็แค่นั้น
ศีลแค่ใหน สมาธิภาวนาก็แค่นั้น
แต่ความเข้าใจในเรื่องทาน ศีล ภาวนานี้ เป็นความเข้าใจเพียงเปลือกนอกเท่านั้น
ทาน ศีล ภาวนา ไม่ได้มีแค่ความเกี่ยวเนื่องกันเพียงแค่นี้ แต่เป็นสิ่งสำคัญที่กำหนดเส้นทางชีวิตของแต่ละคน และลิขิตฃะตาชองสรรพสัตว์ในวัฏฏะสงสารนี้ การปฏิบัติตนไม่ว่าจะโดยทางโลกหรือทางธรรม ก็ตาม หากว่าจะให้สมบูรณ์แบบและยั่งยืนควรเจริญให้พร้อมตามหลักทาน ศีล และภาวนา
ทาน ศีล ภาวนา เป็นเหตุเริ่มของฃะตาฃีวิต และวิบากกรรมทั้งหลาย เจ้ากรรมและนายเวรทั้งหลาย ก็ล้วนเกิดมาจากการไม่ปฏิบัติตนให้อยู่ในครรลองของหลักทาน ศีล และภาวนา กรรมทั้งหลายได้ถูกก่อขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า สะสมอยู่ในจิตของตนซึ่งเราเรียกสิ่งนี้ว่ากรรมและไม่มีวันที่จะหลีกพ้นมันได้ อย่างดีที่สุดก็เพียงแค่ผ่อนผันเวลา หรือผ่อนหนักเป็นเบาเท่านั้นเอง
เมื่อสองปีที่แล้ว ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าไปพัวพันกับเรื่องที่ไม่เคยคาดฝันมาก่อนในชีวิต ไม่เคยแม้แต่จะสนใจด้วยซ้ำไป นั่นคือได้เข้าไปเกี่ยวพันกับสิ่งที่คนทั่วไปเรียกว่าผีเข้า หรือผีปอบ
ผู้เขียนได้มีโอกาสรับเด็กสาวคนหนึ่ง ชื่อน้องสุรีย์ (นามสมมุติ- เนื่องจากผู้เขียนไม่ต้องการเปิดเผยชื่อจริง) มาอาศัยด้วยกันอยู่ที่บ้าน ในตอนเริ่มต้นไม่ได้ตั้งใจว่าจะรับมาอยู่ที่บ้าน แต่เป็นเพราะท่านอาจารย์ไม อินทสิริ ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ที่ผู้เขียนเคารพนับถือ ท่านได้รับเด็กคนนี้มาเพื่อให้ไปทำงานเป็นแม่บ้านของลูกศิษย์อีกคนหนึ่ง แต่พอท่านได้เห็นลักษณะท่าทางของเด็กคนนี้ ท่านก็เลยเปรยๆขึ้นว่า ท่านกลัวว่าเด็กทำงานอยู่ไม่ทน กลัวจะเสียชื่อคนฝาก ผู้เขียนก็เลยอาสาว่า ถ้าอย่างนั้นก็มาอยู่ที่บ้านผู้เขียนก็ได้ เด็กจะอยู่กี่วันกี่ปีก็ได้ไม่เป็นไร
ลักษณะของน้องสุรีย์ในตอนที่เห็นครั้งแรกรู้สึกแปลกๆว่าทำไมไม่ค่อยมองสบตา และชอบทำตาขวาง แต่ก็ไม่ได้เฉลียวใจอะไร จนอยู่มาคืนวันหนึ่งผู้เชียนได้เอาพระเครื่ององค์หนึ่งให้ ปรากฏว่าน้องสุรีย์ร้องลั่นและตะโกนด่าผู้เขียน ทำให้ผู้เขียนเริ่มสงสัยว่าตนเองกำลังจะได้เจออะไรเข้าแล้ว จึงโทรศัพท์สอบถามท่านอาจารย์ ท่านก็ได้ยืนยันว่านั่นคืออาการผีเข้า แต่ท่านก็ไม่ได้แสดงอาการแปลกใจอะไร ผู้เขียนเข้าใจว่าท่านคงทราบตั้งแต่แรกแล้ว และท่านก็ไม่เห็นแนะนำว่าต้องทำอะไร
ในตอนนั้นผู้เขียนก็ได้แต่งงๆว่านี่หรือคือสิ่งที่เรียกว่าผีเข้า และไม่ได้คิดว่าจะต้องไล่ผีออกไปหรือจะต้องไปทำอะไร เพราะว่ามีความเชื่อในคุณของพระรัตนตรัยว่าสามารถเป็นที่พึ่งได้ และคำสอนของพระพุทธองค์ต้องมีคำตอบสำหรับเรื่องนี้แน่นอน
เมื่อได้มี(โอกาสไปกราบเรียนท่านอาจารย์ไม อีกครั้งจึงได้สอบถามท่านว่าแบบนี้คือผีใช่หรือไม่ ท่านก็ไม่ตอบตรงๆแต่บอกว่า เราก็เคยเทศน์ให้ฟังไม่รู้กี่ครั้งแล้วก็ไม่เคยเชื่อไม่เคยสนใจ คราวนี้ได้เจอด้วยตนเองแล้วสิ เชื่อแล้วยังล่ะว่ามันมีจริง ผู้เขียนก็นิ่งเงียบไป เพราะไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร จะไม่เชื่อหรือไม่แน่ใจ ครั้นจะเชื่อมันก็ยังไม่สนิทใจ จึงได้เรียนถามว่าแล้วจะทำอย่างไรจึงจะแก้ไขได้
ท่านตอบว่า การแก้ไขเรื่องนี้ต้องอาศัยเวลา
ผู้เขียนได้แต่งงอีกตามเคย เพราะเคยฟังท่านเล่าเกี่ยวกับเรื่องผีเข้า แต่ไม่เห็นว่าท่านจะแก้ไขยากเย็นอะไร แค่โดนน้ำมนต์ก็เผ่นหนีกันหมดแล้ว ทำไมครั้งนี้ท่านบอกว่ามันต้องใช้เวลา
ท่านอาจารย์ได้สอบถามน้องสุรีย์ถึงความเป้นมา ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่ามีอาการแปลกๆเมื่อ 3 ปีที่แล้วเมื่ออายุย่าง 15 ปี อยู่ๆก็สลบลงไป พอฟื้นขึ้นมาก็ฝันแปลกๆทุกวัน ฝันว่ามีคนมาเรียกให้ไปเรียนวิชาที่ป่าช้า มีคนหน้าตาแปลกๆน่ากลัวๆมาเรียนด้วยมากมาย ตอนแรกรู้สึกกลัว แต่พอหัวหน้าให้กินลูกกลมๆคล้ายๆลูกตา ก็หายกลัว และพบว่าตัวเองมีอาการแปลกๆชอบกินของดิบ เวลาไปวัดจะรู้สึกร้อน เดินในวัดเหมือนเดินอยู่บนถ่านไฟ
ถูกเรียกไปเรียนวิชาที่ป่าช้าทุกคืน ทั้งๆที่ร่างกายยังนอนอยู่ที่บ้าน พอตื่นขึ้นมาอยากจะเล่าให้แม่ฟังแต่ก็เล่าไม่ออกเหมือนมีอะไรมาบีบคอไว้ไม่ให้พูด เป็นอย่างนี้มา 3 ปีแล้ว และหัวหน้าบอกว่าอีก 2 ปีก็จะเรียนจบ และเมื่อเรียนจบก็จะได้วิชาติดตัวเรียกว่าวิชาของใหญ่ ตอนนี้ที่สามารถพูดออกมาได้ น่าจะเป็นเพราะอยู่ห่างไกลจากหมูบ้านนั้นแล้ว
น้องสุรีย์บอกว่า ตอนนี้จะมีก้อนแข็งๆเหมือนก้อนเอ็นอยู่ที่ขา มักทำให้ปวดขาอยู่เสมอ ผู้เขียนลองนวดไปที่ก้อนนี้ก็พบว่ามันวิ่งไปที่อื่น อันนี้ก็น่าแปลกมากว่าก้อนเอ็นอะไรวิ่งไปวิ่งมาได้ ซึ่งทานอาจารย์ก็บอกว่านั่นคือก้อนมนต์ดำที่คอยควบคุมน้องสุรีย์ไว้
พอท่านอาจารย์บอกเช่นนั้น ผู้เขียนก็เลยเอาน้ำมนต์ราดก้อนนี้ทุกวัน และทุกครั้งที่ราดลงไป น้องสุรีย์ก็จะร้องว่าร้อนๆ และถ้าให้กินน้ำมนต์ก็จะมีอาการอาเจียน บางครั้งถึงอาเจียนไม่ยอมหยุด ต้องพาไปโรงพยาบาลก็มี
ในแต่ละวันผู้เขียนต้องพบกับอาการผีเข้าอยู่ ทั้งๆที่ได้แขวนพระไว้ที่คอน้องสุรีย์แล้ว แต่ก็ยังมีอาการผีเข้าอยู้เรื่อยๆ จนกระทั่งได้ทราบว่า ก้อนเอ็นที่อยู่ในร่างการนั่นแหละคือตัวเชื่อมโยงวิญญาณต่างไห้สามารถเข้ามาอาศัยอยู่ในร่างนี้ได้ จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อพระอาจารย์ท่านได้ทราบว่าก้อนเอ็นนี้ได้เคลื่อนมาอยู่ที่เท้าแล้ว ท่านก็เลยเอาสายสิญจ์ผูกกันไว้ทั้งสองขา สองแขน
น่าแปลกมากว่าพอท่านผูกสาญสิญจน์แล้ว ก้อนมนต์ดำนี้ไม่สามารถเคลื่อนผ่านสายสิญจน์ไปได้เลย และเมื่อเอาน้ำมนต์พรมลงไปที่เท้า ก็พบว่าความร้อนก็ยังไม่สามารถผ่านสายสิญจน์ขึ้นมาได้เช่นกัน
ก้อนมนต์ดำนี้อยู่ในเท้าของน้องสุรีย์ได้ 5-6 วันก็หลุดออกไป โดยการที่น้องสุรีย์เอาปลายนิ้วโป้งเตะที่ฝาผนังอย่างแรง (น่าแปลกว่านิ้งของน้องสุรีย์ไม่แตกเลย ทั้งๆที่เตะเข้าอย่างแรงขนาดนั้น)
เมื่อก้อนมนต์ดำนี้หลุดออก ผู้เขียนก็สบายใจว่า ต่อนี้ไป น้องสุรีย์คงไม่ถูกผีเข้าแล้ว แต่ก็ต้องพบกับความแปลกใจว่า ยังคงเห็นแววตาแปลกๆของน้องสุรีย์อยู่เสมอ ได้แต่คิดว่า คงถูกล้างสมองไว้เยอะ เลยมีอาการแปลกๆ ในช่วงนั้นก็ได้แต่พาไปทำบุญ สวดมนต์ นั่งสมาธิ และบอกให้น้องสุรีย์อดทน
เวลาผ่านไป เกือบสามเดือน ตอนตีสองของวันหนึ่ง ผู้เขียนก็ได้พบกับตัวจริงเสียงจริง (ก่อนหน้านี้ ผู้เขียนไม่เคยได้ยินเสียงของคนอื่น นอกจากเสียงของน้องสุรีย์ และแววตาที่แปลกๆ)คราวนี้เป็นเสียงของผู้หญิงพูดภาษาภูไท ร้องขอให้แก้สายสิญจน์ออก ตอนนั้นที่บ้านมีกันอยู่แค่ผู้เขียนกับน้องสุรีย์ และเป็นครั้งแรกที่ได้ยินกับหูของตัวเองว่าเสียงที่พูดนั้นไม่ใช่เสียงของเจ้าของร่างเลย ครั้งนี้เองที่ทำให้ผู้เขียนปักใจเชื่อแล้วว่าผีเข้าคนได้จริงๆ (ก่อนหน้านี้ ยังไม่ปลงใจเชื่อมากนัก)
แต่การได้เผชิญกับคนที่ถูกผีเข้าตามลำพังกลางดึกเช่นนี้ เป็นเรื่องที่ยากพอสมควรว่าจะจัดการอย่างไร ครั้นจะถอดสายสิญจน์ตามที่ขอ ก็ไม่อยากทำ เพราะท่านอาจารย์ไม่ได้สั่งให้ถอด
เดชะบุญที่ผู้เขียนได้ปฏิบัติจิตภาวนา จึงมีความเข้าใจในจิตของมนุษย์ว่า ไม่ว่าจะเป็นผีหรือคนมันก็จิตแบบเดียวกัน จึงเริ่มเจรจาด้วย โดยที่คิดเหมือนกับว่ากำลังคุยกับคนเหมือนๆกัน ก็ได้พบว่าชื่อสุมา สอบถามสารทุกข์สุกดิบ พูดถึงเรือ่งบาปบุญให้ฟัง
แต่ก็พบว่าผีตัวนี้ไม่รู้จักบุญ รู้อยู่อย่างเดียวว่าตอนนี้อยากจะออกจากร่างนี้เพราะว่าร้อนเหลือเกิน ผู้เขียนจึงต้องผลัดผ่อนไปว่าให้รอให้หลวงปู่มาก่อน แต่ว่าต้องสัญญาก่อนนะว่าถ้าหลวงปู่ให้ทำอะไรก็ต้องทำตาม ไม่เช่นนั้นหลวงปู่จะไม่ยอมปล่อยออกไปนะ ซึ่งสุมาก็รับปากว่าจะทำตาม
ต่อมาอีกสามวันพระอาจารย์ไม ท่านก็เดินทางมากิจธุระที่กรุงเทพฯจึงได้นิมนต์มาที่บ้านเพื่อให้ปล่อยสุมา ตามที่สัญญาไว้ ก่อนปล่อยพระอาจารย์ท่านให้สวดมนต์และให้ถือไตรสรณะคมณ์และสมาทานศีลเป็นภาษาบาลี และผู้เขียนก็แปลเป็นภาษาไทยให้ฟัง
มีเรื่องตลกอยู่อย่างคือ พอให้ท่องปาณาติปาตา เวรมณี สิกขาปทังสมาทิยามิ ข้าพเจ้าจะไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เจ้าสุมา ก็พูดแทรกขึ้นมาว่า ถ้าไม่ฆ่าสัตว์แล้วจะไม่อดตายหรือ ผู้เขียนนึกขำว่า ความคิดแบบนี้ไม่ใช่เฉพาะผีเท่านั้น แต่ว่าเคยเจอคนแท้ๆก็ยังมีความคิดทำนองเดียวกันนี้อยู่เลย
มีอีกอย่างคือ สุมาบอกว่ายังมีผีที่สิงอยู่อีกหลายตัว พอผู้เขียนให้ชวนผีตัวอื่นออกไปด้วย ปรากฏว่าสุมาไม่ยอมชวนผีตัวอื่นด้วย ทำนองว่าตัวใครตัวมัน ทำไมคนกับผีถึงได้เหมือนกันอย่างนี้นะ เอาตัวรอดคนเดียว ทั้งๆที่ตอนมาสิงร่างน้องสุรีย์นั้นสุมา พาเด็กทารกคนหนึ่งมาสิงอยู่ด้วย แต่ตอนไปกลับไม่สนใจพาไปด้วยเลย
พอเสร็จ พระอาจารย์ให้แก้สายสิญจน์ออกทั้งหมด ตอนที่สุมาออกจากร่างนั้น ออกทางปาก แล้วร่างของสุมาก็ฟุบลง แล้วก็รีบผูกสายสิญจน์ไว้เหมือนเดิม
ผ่านไปอีก 2 อาทิตย์ ก็มีผีอีกตัวหนึ่งออกมาขอร้องให้แก้สายสิญจน์อีก ผีตัวนี้ชื่อบุญ ตัวนี้ตอนตายอายุได้ประมาณ 20 กว่าปี ตอนที่ออกมานั้นเป็นตอนกลางวัน เห็นผู้เขียนกำลังทานข้าวอยู่ ก็เดินมาชี้ที่อาหารถามว่านี่คืออะไร พอบอกว่าเป็นข้าว ก็ทำหน้างงๆ แล้วก็ถามอีกว่าอันนี้เป็นผีตัวใหญ่เหรอ ผู้เขียนจึงตอบไปว่า นี่เค๊าเรียกว่าคน และคนก็กินข้าว
บุญเข้าใจว่าที่ผู้เขียนกำลังกินนั้นคือเลือด เหมือนกับที่ตัวเองเคยกิน และผู้เขียนก็คือผี และเห็นคนทุกคนเป็นผีหมด ผู้เขียนได้คุยกับบุญ บุญตายเพราะถูกรถชนหัวขาด ดังนั้นเวลาบุญไปใหนมาใหนก็จะเดินถือหัวตัวเอง ทำตาล็อกแล็ก ในบางครั้งก็เอาหัวมาตั้งไว้บนบ่า
เช่นเดียวกับสุมา บุญก็ขอออกจากร่าง แต่ผู้เขียนก็บอกว่าต้องรอหลวงปู่มาก่อน บุญบอกว่า ผีหัวโล้นน่ะหรือ บุญและผีอื่นๆมักเรียกพระว่าผีหัวโล้น ผู้เขียนได้ห้ามไม่ให้เรียกอีกต่อไป ไม่เช่นนั้นจะไม่ปล่อยออกไป แต่ให้เรียกว่าหลวงปู่
เมื่อตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ บุญมักถูกแม่บังคับให้ไปวัดอยู่บ่อยๆ ทำให้บุญเป็นผีที่ชอบชวนผู้เขียนไปวัด แต่เป็นการไปจากความเคยชินไม่ได้เกิดจากศรัทธา เพราะเวลาไปแล้วให้กราบพระก็ไม่ยอมกราบ บุญเป็นผีตัวเดียวในบรรดาทั้งหมดที่อยู่ในร่างของน้องสุรีย์ ที่มองเห็นพระ ในภายหลัง ผู้เขียนได้พบและรู้จักกับผีตัวอื่นๆเล่าให้ฟังว่ามองไม่เห็นพระ ซึ่งผู้เขียนจะได้เล่าในรายละเอียดในตอนต่อไป
เมื่อจะปล่อยบุญออกไป บุญได้บอกว่ามีผีอีก2ตัวชื่อน้อย กับผียายเฒ่าอยู่ในร่างนี้ น้อยเป็นคนสวยมากๆ ที่ทราบก็เพราะว่ามีวันหนึ่งได้พาบุญนั่งรถชึ้นทางด่วน มีรูปของนางแบบบนป้ายโฆษณา บุญได้ลุกขึ้นชี้ว่า นี่ไง พี่น้อยสวยแบบนี้เลยล่ะ
ส่วนยายเฒ่านั้น บุญบอกว่าเกลียดมัน เพราะมันชอบดุผีทุกตัว และยายเฒ่ามักเก็บตัวไม่ค่อยพูดคุยกับใคร
บุญบอกว่า น้อยยังไม่ต้องการออกจากร่างในตอนนี้ เพราะว่าได้ยินมาว่าผู้เขียนจะไปทำบุญออกพรรษาที่วัดป่าหนองช้างคาว และต้องการจะไปทำบุญรักษาอุโบสถศีลก่อนแล้วค่อยออกไป แต่ว่าบุญยังยืนยันว่าต้องการจะออกไป จึงจำต้องปล่อยบุญออกไป ทุกวันนี้พวกเรา (หมายถึงผู้เขียนและบรรดาผีๆทั้งหลาย ซึ่งตอนนี้มีจิตใจสูงส่งเหมือนมนุษย์แล้ว) ยังบ่นถึงบุญอยู่เสมอว่า ถ้าบุญยังอยู่ในร่างนี้คงจะได้มีโอกาสทำบุญให้เพิ่มพูนมากขึ้น และจะได้ไม่ต้องเร่ร่อนไร้อนาคตเป็นสัมภเวสี ซึ่งชีวิตสัมภเวสีนั้นเป็นชีวิตที่ไร้หลักประกัน ไม่มีอะไรคุ้มครองและมีอันตรายยิ่งกว่าในภพมนุษย์มาก
จากการที่น้อยได้บอกว่าต้องการทำบุญก่อน ทำให้ผู้เขียนเริ่มได้คิดว่า ไม่น่าปล่อยสุมากับบุญไปเลย น่าจะพาทำบุญ รักษาศีล ภาวนา ซักระยะ จนกว่าจะแน่ใจว่ามีที่เกิดที่ดีแล้วค่อยปล่อยไป ป่านนี้ไม่รู้ว่าถูกผีอันธพาลที่ใหนจับตัวไปใช้ให้ก่อกรรมทำเข็ญอะไรอีกหรือเปล่า
หลังจากนั้นมา ผู้เขียนก็ไม่ยอมปล่อยผีตัวใหนออกไปอีกเลย โดยได้ทำความเข้าใจกับเจ้าของร่างคือน้องสุรีย์ ว่าที่ผีเหล่านี้มาอยู่ในร่างเรานั้นก็คงเป็นเพราะเคยมีกรรมเกี่ยวข้องกันมา โอกาสที่เราจะได้ช่วยเหลือเขาเหล่านั้นให้ได้อาศัยร่างเพื่อทำบุญ ถือว่าเป็นการทำบุญที่ยิ่งใหญ่ และได้สัญญาว่าจะไม่ยอมให้ผีตัวใหนมาทำร้ายน้องสุรีย์เด็ดขาด และจะทำให้ผีเหล่านั้นรักและสำนึกในบุญคุณของน้องสุรีย์ และเป็นผีที่มีจิตใจสูงส่งให้ได้ ซึ่งน้องสุรีย์ก็เข้าใจ และอนุญาติให้ผีน้อยและยายเฒ่าอาศัยร่างเพื่อทำความดี
สำหรับเรื่องของน้อยกับยายเฒ่าและผีอีก 2 ตัวที่มารู้ในภายหลังคือดาวกับแดงน้อย ที่อยู่ในร่างของน้องสุรีย์นั้น ผู้เขียนจะเล่าในรายละเอียดในตอนต่อๆไป
ในตอนแรกๆที่ผู้เขียนได้ประสบกับวิญญาณสัมภเวสีนี้ รู้สึกเป็นเรื่องแปลก และอยากเล่าให้ทุกคนได้ทราบว่าผีมีจริง การเวียนว่ายตายเกิดมีจริง และการมีชีวิตในภูมิสัมภเวสี หรือที่เรียกว่าผีนั้นก็มีความสยดสยองน่ากลัวมาก ไม่ได้มีฤทธิ์เดชวิเศษเหมือนอย่างที่ในหนัง
ผีอะไรเลย แต่เป็นภพภูมิที่น่าสงสาร ผู้เขียนได้รู้จากการที่ได้ใช้ชีวิตกับวิญญาณที่อาศัยอยู่ในร่งมนุษย์มีประจักษ์พยาน ไม่ใช่เป็นเพียงความเชื่อโดยปราศจากพยานหลักฐาน
ในครั้งนั้น ตั้งใจว่าจะเขียนหนังสือเกี่ยวกับผีซักเรื่อง แต่พอจะจรดปากกาเขียน กลับได้พบกับมุมมองใหม่ที่เกี่ยวกับเรื่องกรรม เป็นสิ่งที่มีความสำคัญและควรแก่การศึกษามากยิ่งกว่าการไปรู้ไปเห็นเรื่องผี เรื่องของกรรมนั้นมีความสลับซับซ้อน และละเอียดอ่อน เรื่องกรรมนั้นเป็นคำอธิบายให้กับหลายๆเรื่องที่ไม่มีคำตอบ
ท่านผู้อ่านหนังสือเล่มนี้ ได้โปรดให้ความสำคัญกับเนื้อหาเรื่องของกรรมมากกว่าที่จะไปสนใจว่าผีเป็นอย่างไร ทั้งนี้เพราะการเล่าเรื่องกรรมนี้ผู้เขียนไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงการเขียนถึงเรื่องราวของผีที่อยู่ในร่างน้องสุรีย์ได้ เพราะผู้เขียนได้เรียนรู้เรื่องกรรม และมีมุมมองเกี่ยวกับเรื่องกรรมได้อย่างละเอียดก็เพราะได้เห็นด้วยตาของตนเอง โดยการแสดงออกผ่านผีทั้งสี่ตัวที่อยู่ในร่างของน้องสุรีย์ ไม่ได้เขียนจากการคิดคำนึงตามหลักเหตุผล ไม่ได้เขียนจากการรวบรวมจากหนังสือต่างๆ
หนังสือเล่มนี้ อาจจะอธิบายเรื่องกรรม ในลักษณะที่แตกต่างจากในตำราบางเล่มบ้าง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด เป็นสิ่งที่ผู้เขียนประสบมาด้วยตัวเอง แม้ปัจจุบันนี้ก็ยังใช้ชีวิตอยู่กับผีหรือดวงวิญญาณเหล่านั้น และช่วยเหลือเกื้อกูลกันในการสร้างบุญกุศลเพื่อที่จะได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดีกว่าที่เป็นอยู่นี้ หากผู้อ่านได้อ่านแล้วเห็นว่ามีความแตกต่างจากที่เคยรู้ที่เคยได้ยิน ก็ขอได้โปรดรับไว้เพื่อพิจารณาเทียบเคียงหรือทดสอบสังเกตุกับชีวิตจริงของท่านเพื่อที่จะได้พิสูจน์ด้วยตัวท่านเองต่อไป
